เลือกหน้า

สรุป Part of Speech เรียนภาษาอังกฤษ ต้องจำให้ขึ้นใจ

โดย | 28 มี.ค. 2023 | English Grammar, บทความ เรียนภาษาอังกฤษ, ภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก, แกรมม่าภาษาอังกฤษ

Parts of Speech คืออะไร?

สรุป Part of Speech พื้นฐานสำคัญ เรียนภาษาอังกฤษ ต้องจำให้ขึ้นใจ

Parts of Speech

Parts of Speech คือ การแบ่งประเภทของคำในภาษาอังกฤษตามหน้าที่ออกเป็น 8 ชนิด ได้แก่ Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction และ Interjection ซึ่งกล่าวได้ว่า Parts of Speech เป็นพื้นฐานแกรมม่า ในการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ทุกคนควรรู้ โดยคุณสามารถอ่านสรุป Parts of Speech ของเราได้ต่อไปนี้

Parts of Speech คืออะไร

Parts of Speech คือ ชนิดหรือประเภทของคำ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีหน้าที่และตำแหน่งในประโยคแตกต่างกันออกไป ความเข้าใจเกี่ยวกับ Parts of Speech ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อให้เราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง

การเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจประเภทของคำหรือ Parts of Speech นั้นมีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจส่วนย่อยของภาษา ตั้งแต่คำ วลี ไปจนถึงการเรียบเรียงประโยคที่ใช้ในภาษาอังกฤษ ถือเป็นสิ่งจำเป็น ที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษต้องรู้

Parts of Speech มีอะไรบ้าง

พื้นฐานภาษาอังกฤษที่สำคัญใน Parts of Speech มีกี่ประเภท โดยเราสามารถแบ่งประเภทคำ ในภาษาอังกฤษตามหน้าที่ได้ 8 ชนิด ได้แก่ Noun (คำนาม), Pronoun (คำสรรพนาม), Verb (คำกริยา), Adjective (คำคุณศัพท์), Adverb (คำกริยาวิเศษณ์), Preposition (คำบุพบท), Conjunction (คำสันธานหรือคำเชื่อม) และ Interjection (คำอุทาน) นอกจากประเภท Parts of Speech ข้างต้นแล้ว บางตำรายังมีคำประเภท Determiner หรือ คำนำหน้านาม เช่น a, an, the, that หรือ some อีกด้วย โดยเราสามารถรู้ความหมาย และหน้าที่การใช้งาน Parts of Speech ได้ดังต่อไปนี้

สรุป Parts of Speech

1. Noun (n.) คำนาม

คำนาม หรือ Noun คือ คำในภาษาอังกฤษซึ่งใช้เรียกชื่อของ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ รวมไปถึง ความรู้สึก อารมณ์ แนวคิด คุณสมบัติ สามารถแบ่งย่อยไปได้อีกหลากหลายประเภท เช่น Proper Nouns (คำนามชี้เฉพาะ), Common Nouns (คำนามทั่วไป), Collective Nouns (สมุหนาม),Material noun (วัตถุนาม) และ Abstract Nouns (อาการนาม) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งคำนามออกเป็นแบบนับได้และนับไม่ได้ (Countable and Uncountable) โดยคำนามที่นับได้นั้นจะมีได้ทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ (เช่น a man, two men) แต่คำนามนับไม่ได้นั้นจะเป็นได้แค่คำนามเอกพจน์เท่านั้น (water, a glass of water)

ตัวอย่าง Noun (คำนาม) ภาษาอังกฤษ

  • Proper Nouns (คำนามเฉพาะ)
    – Cristiano Ronaldo, Lisa, London, Bangkok, January, Thailand
  • Common Nouns (คำนามทั่วไป)
    – boy, apple, dog, ice cream, phone, city, cat
  • Collective Nouns (สมุหนาม)
    – group (a group of student), herd (a herd of cattle), bunch (a bunch of flowers), crowd (a crowd of people)
  • Material noun (วัตถุนาม)
    – water, air, silver, gold, iron
  • Abstract Nouns (อาการนาม)
    – happiness, anger, kindness, health, friendship

ตัวอย่างการใช้ Noun (คำนาม) ในประโยค

  • My best friend lives in Australia.
    เพื่อนสนิทของฉันอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย
  • Anna has two dogs.
    คริสมีสุนัขสองตัว
  • Her mother is a teacher.
    แม่ของเธอเป็นครู

Tip: คำนามภาษาอังกฤษอาจสังเกตได้จาก Noun Suffixes หรือรากศัพท์ที่ลงท้ายคำนาม เช่น

-ance = maintenance, distance
-ence = difference, silence
-er = teacher, singer
-ion = education, satisfaction, celebration
-ment = entertainment, payment
-ness = happiness, sadness

noun  คือ คำนาม ภาษาอังกฤษ ใช้เรียกชื่อของ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ รวมไปถึง ความรู้สึก อารมณ์ แนวคิด คุณสมบัติ สามารถแบ่งย่อยไปได้อีกหลากหลายประเภท

2. Pronoun (pron.) คำสรรพนาม

คำสรรพนาม หรือ Pronoun คือ คำที่ใช้เรียกแทนคำนาม เพื่อให้เกิดความกระชับและหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงคำนามเดิมซ้ำ ๆ เช่น I, you, he, she, it, we และ they เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ Pronoun (คำสรรพนาม) ในประโยค

  • We took the car to the garage because it needed fixing.
    แทนที่จะเขียนว่า We took the car to the garage because the car needed fixing.
  • Jerry went to bed because he was tired.
    แทนที่จะเขียนว่า Tom went to bed because Tom was tired.
เรียนแกรมม่า ภาษาอังกฤษ พื้นฐาน pronoun คือ คำสรรพนาม คำที่ใช้เรียกแทนคำนาม เพื่อให้เกิดความกระชับและหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงคำนามเดิมซ้ำ ๆ เช่น I, you, he, she, it, we และ they

3. Verb (v.) คำกริยา

คำกริยา หรือ Verb คือ คำที่แสดงอาการ เพื่อบ่งบอกถึงการกระทำของนามหรือสรรพนาม ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือจิตใจ คำกริยายังบอกถึงสถานะได้อีกด้วย

Verb เป็นคำในภาษาอังกฤษประเภทเดียวที่มีการผันตาม Tense เพื่อแสดงความเป็นปัจจุบันหรืออดีต เป็นต้น

เราอาจแบ่ง Verb ได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • Action verb – แสดงการกระทำต่าง ๆ เช่น run, dance, swim
  • Linking verb – ใช้เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับข้อมูลเกี่ยวกับประธานดังกล่าว เช่น Peter’s room was a mess.
  • Auxiliary/helping verb – ช่วยเสริมความหมายของ Verb หลักให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น tense, voice หรืออารมณ์ความรู้สึก เช่น
    – The film was shot in Thailand.
    – We are planning a party.
    – She may arrive early.
คำกริยา หรือ Verb คือ คำที่แสดงอาการ เพื่อบ่งบอกถึงการกระทำของนามหรือสรรพนาม ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือจิตใจ คำกริยายังบอกถึงสถานะได้อีกด้วย

4. Adjective (adj.) คำคุณศัพท์

คำคุณศัพท์ หรือ Adjective คือ คำที่นำมาใช้ขยายคำนามหรือสรรพนาม เพื่อบอกลักษณะหรือคุณสมบัติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น beautiful, tasty, red, good, sunny เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ Adjective (คำคุณศัพท์) ในประโยค

  • My mum picked some pretty flowers.
  • She is the fastest member of our team.
  • Every member of the team scored a point.
  • I love Japanese food.
adjective คำคุณศัพท์ ภาษาอังกฤษ คำที่นำมาใช้ขยายคำนามหรือสรรพนาม เพื่อบอกลักษณะหรือคุณสมบัติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น beautiful, tasty, red, good, sunny ... ect.

5. Adverb (adv.) คำกริยาวิเศษณ์

คำวิเศษณ์ หรือ คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) คือ คำที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยา (Verb), คุณศัพท์ (Adjective) และคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) เพื่อบอกรายละเอียดเพิ่มเติม ให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าสิ่งที่พูดถึงเกิดขึ้นอย่างไร (How) เมื่อไหร่ (When) บ่อยแค่ไหน (How often) ที่ไหน (Where) และเท่าไร (How much) โดย Adverb หลายคำมักจะลงท้ายด้วย -ly

ตัวอย่างการใช้ Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) ในประโยค

  • I often have cereal for breakfast. [ขยาย Verb]
  • My sister is a very lovely person. [ขยาย Adjective]
  • Jenny plays very nicely with her younger brother. [ขยาย Adverb]
Adverb คำกริยาวิเศษณ์ ภาษาอังกฤษ  คำที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยา (Verb), คุณศัพท์ (Adjective) และคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) เพื่อบอกรายละเอียดเพิ่มเติม ให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าสิ่งที่พูดถึงเกิดขึ้นอย่างไร (How) เมื่อไหร่ (When) บ่อยแค่ไหน (How often) ที่ไหน (Where) และเท่าไร (How much) ส่วนใหญ่แล้วมักลงท้ายด้วย  -ly

6. Preposition (prep.) คำบุพบท

คำบุพบท หรือ Preposition คือ คำที่ใช้ทำหน้าที่เชื่อมคำนาม (Noun), นามวลี (Noun Phrase), คำสรรพนาม (Pronoun) หรือคำกริยา (Verb) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ เช่น การบ่งบอกเวลา สถานที่ ตำแหน่ง ทิศทาง และอื่น ๆ เพื่อแสดงความเกี่ยวข้องในประโยค เช่น in, on, at, under, in front of, between, beside, with, without เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะอยู่หน้าคำนามหรือสรรพนาม

ตัวอย่างการใช้ Preposition (คำบุพบท) ในประโยค

  • I am sitting next to my best friend.
  • We had a picnic outside yesterday.
  • I’ll be there in an hour.
  • Nick lives with two dogs and a cat.
preposition คำบุพบท ภาษาอังกฤษ คือ คำที่ใช้ทำหน้าที่เชื่อมคำนาม (Noun), นามวลี (Noun Phrase), คำสรรพนาม (Pronoun) หรือคำกริยา (Verb) เพื่อแสดงความสัมพันธ์ เช่น การบ่งบอกเวลา สถานที่ ตำแหน่ง ทิศทาง

7. Conjunction (conj.) คำสันธานหรือคำเชื่อม

คำสันธาน หรือ Conjunction คือ คำที่เชื่อมคำ ประโยค วลี หรือประโยคย่อยเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์และมีความสละสลวยมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น and, but, so, because, when, if, that, although, even if, neither…nor, either…or เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้ Conjunction (คำสันธาน) ในประโยค

  • I like chocolate and vanilla ice cream.
  • I don’t know if I’m going to pass all my exams.
  • Have you got everything that you need?
  • Tara can’t eat nuts because she’s allergic to them.
Conjunction คำสันธาน คำเชื่อม ภาษาอังกฤษ คือ คำที่เชื่อมคำ ประโยค วลี หรือประโยคย่อยเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์และมีความสละสลวยมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น and, but, so, because, when, if, that, although, even if, neither...nor, either...or

8. Interjection (interj.) คำอุทาน

คำอุทาน หรือ Interjections คือ คำที่ใช้เพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกต่าง ๆ ในทางบวกหรือทางลบ เช่น ความพอใจ ความแปลกใจ ความประหลาดใจ หรือความรังเกียจ เป็นต้น โดยอาจมีการใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) ร่วมด้วย ทั้งนี้ การบอกว่าคำอุทานแสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ นั้นจะต้องอาศัยบริบทร่วมด้วย

ตัวอย่างการใช้ Interjection (คำอุทาน) ในประโยค

  • คำอุทานแสดงความดีใจ เช่น bravo, hooray, yay, yippee
  • คำอุทานแสดงตกใจหรือเมื่อทำพลาด เช่น oops
  • คำอุทานแสดงความตื่นเต้นหรือประหลาดใจ เช่น oh, wow, oh my god
  • คำอุทานแสดงความเจ็บปวด เช่น ouch
  • คำอุทานสำหรับเรียกหรือทักทาย เช่น hey, hi
  • คำอุทานเพื่อบอกให้เงียบ เช่น shh, hush,
  • คำอุทานแสดงความเศร้าใจหรือผิดหวัง เช่น oh no
  • คำอุทานแสดงความรังเกียจ เช่น yuck, ugh
  • คำอุทานแสดงความโล่งใจ เช่น phew
Interjection (interj.) คำอุทาน เพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึก

เรียนภาษาอังกฤษ ที่ไหนดี?

อยากเก่งภาษาอังกฤษ เรียนกับสถาบัน เอ็ด ดู เฟิร์สท์

คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ครอบครุมสำหรับทุกคน เด็ก, นักเรียน, นักศึกษา, ผู้ใหญ่, วัยทำงาน ที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน ให้คุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ

ไม่มีพื้นฐานก็เก่งภาษาอังกฤษได้ ปูทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐาน พร้อมพัฒนาต่อในระดับที่สูงขึ้น

ใครที่กำลังมองหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ รับปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่จะแนะนำคอร์สเรียนที่ตรงกับความสนใจของคุณ ขอคำแนะนำด้านการเรียนภาษาอังกฤษ

ชอบบทความเรียนภาษาอังกฤษของเรา

ให้คะแนน 5 ดาวเลยจ้า

[Total: 2 Average: 5]

ติดตามความรู้ภาษาอังกฤษ สถาบัน เอ็ด ดู เฟิร์สท์

“EduFirst” โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ
พร้อมรับรองผลการเรียน

เรียนภาษาอังกฤษ สอนสด 100% โดยครูเจ้าของภาษา เรียนกลุ่มเล็ก หรือ ตัวต่อตัว เก่งภาษาเร็ว

อยากเก่งภาษาอังกฤษ

เรียนภาษาอังกฤษ เก่งเร็ว ที่ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ EduFirst พร้อมรับรองผล

เรียนภาษาอังกฤษ เก่งเร็ว ที่ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ EduFirst พร้อมรับรองผล